ทำให้แบรนด์ Sato Sangyo สู่ตลาดโลก

Name: Tomohiko Sato/Tomohiro Ninokata

Age: 

Company: Sato Sangyo (Thailand) CO.,LTD.

Post: 

College: 

Language: Thai,Japanese,English

ทำให้แบรนด์ Sato Sangyo สู่ตลาดโลก

โทโมฮิโกะ ซาโต้
SATOH SANGYO Co.,Ltd
ประธานกรรมการบริหาร
เกิดปี 1975 ที่จังหวัดฮิโรชิม่า
ตอนอายุ 18 ปี ได้เดินทางเข้าโตเกียว และเข้าเรียนที่โรงเรียนเฉพาะทางทางด้านดีไซน์ หลังจบการศึกษาได้เข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ , บริษัทด้านการขนส่ง ก่อนจะกลับไปที่ฮิโรชิม่าบ้านเกิดเมื่ออายุ 26 ปี และเข้าทำงานในบริษัท SATOH SANGYO Co.,Ltd ของคุณพ่อที่ซึ่งเป็นตัวแทนรุ่นที่ 4
เมื่ออายุ 29 ปี ได้รับมอบหมายหน้าที่ประจำในบริษัทดังกล่าว ก่อนที่ปีถัดไปได้มีการพิจารณาที่จะรุกตลาดต่างประเทศ และได้ก่อตั้งบริษัทลูกในการผลิต Sato Sangyo (Vietnam) CO.,LTD. ขึ้นที่เวียดนาม ในปี 2005
ปี 2008 ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการในบริษัทดังกล่าว
ปี 2012 ได้ก่อตั้ง Sato Sangyo (Thailand) CO.,LTD. และมุ่งมั่นที่จะขยายช่องทางการขายสินค้าในพื้นที่ ASEAN


โทโมฮิโกะ นิโนคาตะ
Sato Sangyo (Thailand) CO.,LTD.
Director
เกิดปี 1979 ที่จังหวัดคาโกชิมะ
ในช่วงที่เป็นนักศึกษา ได้เข้าศึกษาในคณะวิศวกรรม แต่มีความสนใจในด้านการบริหารจึงได้ย้ายมาเรียนคณะบริหาร
ปี 2000 ได้เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเป็นครั้งแรก ก่อนจะรู้สึกชอบเมืองไทยมากขนาดที่ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อแผนการธุรกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ก็ยิ่งรู้สึกถึงความเป็นไปได้ในประเทศไทย หลังจากจบการศึกษาได้เดินทางมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง และได้เข้าทำงานในบริษัทผู้ผลิตของญี่ปุ่นในฐานะการตลาด
ปี 2012 ได้พบกับคุณซาโต้และพูดคุยกันถูกคอในหลายๆ เรื่อง จึงลาออกจากบริษัทและตัดสินใจที่จะคอยติดตามและซัพพอร์ตคุณซาโต้
กำลังเข้าสู่ปีที่ 3 ในฐานะผู้รับผิดชอบในไทยของ Sato Sangyo (Thailand) CO.,LTD.

Q: อยากทราบเกี่ยวกับรายละเอียดธุรกิจค่ะ

(ซาโต้)
A: บริษัทของเรามีการวางแผน・ผลิต・ขายเครื่องเรือนเป็นหลัก โดยมีความคิดว่า “หากผลิตภัณฑ์นี้มีราคาเท่านี้ได้ก็คงจะดี”
บริษัทเราเริ่มกิจการในปีไทโชที่ 7 (ปี 1918) ในช่วงแรกได้มีการผลิตและขายงานพวกหมวกสานและตะกร้าสานที่ใช้ฟางเป็นวัตถุดิบ ตั้งแต่ปีโชวะที่ 48 (ปี 1973)ได้เริ่มผลิตและขายเครื่องเรือนประกอบ เช่น Color box โดยที่ 15 ปีก่อนมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 2900 ล้านเยน แต่จากการเข้ามาของเครื่องเรือนราคาที่ถูกกว่าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้บริษัทเราเองก็ย้ายฐานการผลิต100%ไปที่เวียดนามในปี 2007 หลังจากนี้ คิดอยากที่จะส่งแบรนด์ Sato Sangyo ไปยังต่างประเทศอย่างจริงจังครับ

 

Q: อยากจะขอถามคุณไซโต้น่ะค่ะ ว่ามีความคิดว่าอยากจะเป็นผู้บริหารมาตั้งเมื่อก่อนแล้วหรือเปล่าคะ?

(ซาโต้)
A: เมื่อก่อนไม่ได้คิดที่จะสืบทอดบริษัท คุณพ่อก็บอกว่าจะไม่ให้สืบทอดบริษัทหรอกนะ เพราะว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยเอาการเอางาน (หัวเราะ) ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่โตเกียว ก็ตั้งใจว่าจะทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือนที่โตเกียวเนี่ยแหล่ะ

 

Q: จับตามองธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่าคะ? และเหตุผลที่เลือกมาที่ไทยคืออะไร?

(ซาโต้)
A: จริงๆแล้ว เมื่อ 20 ปี ก่อนเคยมีการนำเข้างานจากประเทศไทยมาขายภายในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2005 มีการย้ายฐานการผลิตไปที่เวียดนาม ในระหว่างที่ตัวเองได้ไปเวียดนามหลายต่อครั้งในช่วงเริ่มต้น ก็คิดว่ามีโอกาสมากมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นะ Sato Sangyo (Thailand)CO.,LTD. ไม่ใช่ฐานการผลิต แต่ก่อตั้งขึ้นมาในปี 2012 เพื่อเป็นสำนักงานขาย เพื่อขยายช่องทางการขายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

Q: สาเหตุที่เลือกคุณนิโนคาตะเป็นผู้รับผิดชอบของ Sato Sangyo (Thailand) CO.,LTD. คืออะไรคะ?

(ซาโต้)
A: Sato Sangyo (Thailand) CO.,LTD., มีบริษัทคู่ค้าอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งบริษัทนั้นได้แนะนำเขา (นิโนคาตะ) ให้รู้จัก แต่เหตุผลไม่ใช่แค่นั้น ตอนที่ได้พบและคุยกันครั้งแรกรู้สึกได้ถึงความรู้สึกว่าคุยเข้าขากัน เนื่องจากคิดว่าเป็นคนที่มีความมั่นใจว่าอยากจะทำงานไปด้วยกัน ดังนั้นหลังจากตัดสินใจว่าจะร่วมงานกับเขา ซึ้งใช้เวลาไม่นานในการตัดสินใจ และได้มีการก่อตั้งบริษัทหลังจากที่เจอกันได้ 4 เดือน

 

Q: แล้วคุณนิโนคาตะล่ะคะ?  อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณอยากจะร่วมงานกับเขาจนกว่าเขาจะลาออกจากบริษัทนี้ไป?

(นิโนะคาตะ)
A: ถ้าฟังจากที่คุณซาโต้เล่า มันเหมือนว่าเขาเป็นฝ่ายชวนผมมาทำงานนะ แต่จริงๆแล้วมันตรงข้ามกันเลย (หัวเราะ) ผมบอกกับเขาเองว่าให้ผมทำงานนี้เถอะ เหตุผลที่คิดจะติดตามไปจนกว่าเขาจะลาออกจากบริษัทหรอ คงเป็นเพราะอีกฝ่ายคือคุณซาโต้มั้ง?
จริงๆ แต่เดิมก็สนใจเรื่องบริหารอยู่แล้ว การได้ทำงานร่วมกันโดยอยู่ใต้บังคับบัญชาของคุณซาโต้ก็สามารถเรียนรู้อะไรๆ ได้หลายอย่าง และคิดว่าเขาคงมีแผนที่จะขยายบริษัทอยู่เป็นแน่ มันไม่เกี่ยวข้องกับขนาดของบริษัท แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการถูกดึงดูดด้วยนิสัยของคุณซาโต้นี่แหละ

 

Q: ช่วยบอกวิสัยทัศน์หลังจากนี้ของ Sato Sangyo (Thailand) CO.,LTD. ให้ฟังหน่อยค่ะ

(นิโนคาตะ)
A: ปัจจุบันมีการขายส่งไปยังโฮมเซนเตอร์,มีการตั้งสินค้าในร้านเครื่องเรือน・ตกแต่งภายในและขายสินค้า แต่ช่วงนี้ทำการตลาดโดยการวางเครื่องเรือนของบริษัทเราไว้ที่คอนโดมิเนียม เนื่องจากสามารถออกแบบให้ตรงกับเลย์เอาท์ของคอนโดมิเนียนก่อนทำการก่อสร้างได้ จึงคิดว่าหลังจากนี้สัญญาในลักษณะน่าจะเพิ่มมากขึ้น สุดท้ายคิดอยากจะขายแบบ B to C นะ

 

Q: สิ่งที่คุณซาโต้ให้ความสำคัญในฐานะผู้บริหารคืออะไรคะ?

(ไซโต้)
A: สิ่งที่ยึดถือเป็นสำคัญคือ “สิ่งที่ดี 4 ด้าน” คือ “เป็นผู้ขายที่ดี,เป็นผู้ซื้อที่ดี,สังคมที่ดี,เป็นผู้ทำงานที่ดี” ซึ่งก็ถือเป็นปรัชญาการบริหารงานของบริษัทด้วยเช่นกัน เพราะการที่ทั้ง 4 ด้านประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างสมดุลย์เป็นสิ่งในอุดมคติ จึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้ครับ

 

Q: หลังจากขึ้นมาเป็นผู้บริหารแล้วมีเรื่องลำบากบ้างไหมคะ?

(ซาโต้)
A:การเริ่มต้น Sato Sangyo (Vietnam) CO.,LTD.ที่เวียดนามนั้นลำบากมากจริงๆ
สำหรับตัวเองนั้นถือเป็นการก่อตั้งบริษัทเป็นครั้งแรก เริ่มต้นจากที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่ได้ดำเนินการการแผนที่วางไว้ได้ทั้งหมด ตัวเองก็รู้สึกว่าค่อยๆเริ่มห่างไกลจากภาพที่ตั้งไว้ช่วงแรกนะ จริงๆ แล้วก็ไม่มีความมั่นใจเหมือนกันว่าจะก่อตั้งบริษัทขึ้นมาได้หรือเปล่า

 

Q: แล้วตอนนั้นทำยังไงคะถึงจะผ่านสถานการณ์ตรงนั้นมาได้?

(ซาโต้)
A: แต่เดิมเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่คิดในด้านลบ ไม่ได้มีวิธีในการฝ่าฟันอุปสรรคที่เป็นรูปธรรม แต่คิดว่าวิธีที่ดีก็คือ สะสางเรื่องที่ตัวเองควรทำให้สำเร็จ , ทำเรื่องที่สามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมา และทำอย่างต่อเนื่อง

 

Q: ช่วยบอกวิสัยทัศน์หลังจากนี้หน่อยค่ะ

(ไซโต้)
A: เพิ่มลักษณะเฉพาะกับ B to C ที่ญี่ปุ่น เพิ่มกำลังในการให้บริการ EC ของบริษัทตัวเองอันดับแรกสร้างรากฐานให้กับประเทศไทยซึ่งเป็นสำนักงานขาย และจะขยายเครือข่ายการขายไปทั่วASEAN

 

Q: สุดท้ายนี้ช่วยฝากอะไรกับคนรุ่นใหม่หน่อยค่ะ

(ไซโต้)
A: อยากให้คนที่ไม่เคยออกไปต่างประเทศได้ลองเดินทางไปต่างประเทศดูครับ ผมคิดว่าการได้ไปทำงานที่ต่างประเทศถือเป็นประสบการณ์ที่ดี อันดับแรกเลยก็ประสบการณ์นะ ลองออกไปต่างประเทศ แลกเปลี่ยนความคิดกับคนรุ่นใหม่ที่กำลังทำกิจกรรมอยู่ และค่อยๆรับแรงกระตุ้นนั้นมา และก็อยากให้ตัวคุณเองสามารถสร้างแรงกระตุ้นในเรื่องต่างๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคตต่อไปได้ครับ

(นิโนกาตะ)
A: หลายคนอาจจะมีเรื่องให้คิดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกังวลใจในการทำงาน , การกังวลในในอนาคตของตัวเอง แต่อยากจะให้ลองลงมือทำโดยที่ไม่ต้องกังวลกับมันจนมากเกินไป มีความกังวลบ้างก็ได้ แต่ไม่ต้องให้ถึงกับหยุดการกระทำนั้นๆ นอกจากนี้ลองออกนอกประเทศญี่ปุ่นเพื่อจุดมุ่งหมายที่เรียกว่า “ต่างประเทศ” ดู เพื่อให้คำนึงถึงความเป็นคนญี่ปุ่น รู้สึกถึงข้อดีของญี่ปุ่นอีกครั้ง

 

Pocket
Bookmark this on Google Bookmarks