สิ่งสำคัญคือเราต้องตั้งคำถามให้ตัวเองว่า เราทำงานเพราะอะไร?

Name: Kouichi Mano

Age: 29

Company: LaLaClasico Co.,Ltd.

Post: Managing Director

College: Aoyama Gakuin University

Language: Japanese,Thai,English

สิ่งสำคัญคือเราต้องตั้งคำถามให้ตัวเองว่า เราทำงานเพราะอะไร?

เกิดปี 1985 ที่เมืองเซนได จังหวัดมิยางิ
เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอาโอยามะกาคุอิน
คุณมาโนะได้มาเล่นฟุตซอลอาชีพที่ประเทศไทย ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2008 หลังจากถอนตัวจากวงการฟุตซอลเขาก็เริ่มดำเนินธุรกิจ ที่เคยทำตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา คือธุรกิจขายเสื้อผ้าทางอินเตอร์เน็ต และได้ตั้งบริษัท LaLa Clasico Co.,Ltd. ในเดือนพฤษภาคม ปี 2011
พร้อมทั้งเปิดร้านขายเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายที่ห้าง Terminal21 ขึ้น
และเมื่อฟุตซอลไทยเวิล์ดคัพที่ถูกจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 2012
ตอนนั้นก็เริ่มประสานงานหานักกีฬาจากประเทศญี่ปุ่นให้ทางทีมในไทย
เพื่อมาร่วมค้าแข้งมืออาชีพที่ประเทศไทย
และจัดหาสถานที่ให้นักฟุตบอลญี่ปุ่นได้โชว์ความสามารถให้ทางทีมไทยได้ชมเพื่อประกอบการพิจารณาในการเซ็นต์สัญญาเข้าทีม
ตอนนั้นได้มีการร่วมมือกับบริษัทที่ให้การสนับสนุนการค้าแข้งต่างประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง EUROPLUS INTERNATIONAL เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2013 และตอนนี้ก็กำลังทำธุรกิจด้านนี้เพื่อให้ไทยได้เป็นฐานหลักของประเทศในเอเชีย

Q:อะไรคือแรงบันดาลใจให้คุณมาโนะเริ่มทำธุรกิจในเมืองไทยคะ?

A:หน้าร้อนสมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยปี 3 ผมได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์
คือมันค่อนข้างจะรุนแรง เลยถูกพาขึ้นรถฉุกเฉิน เพื่อพาไปส่งโรงพยาบาล แล้วตอนนั้นผมก็สัมผัสได้ถึงความใจดี
ความมี น้ำใจของคนไทย ผมก็เลยเริ่มรู้สึกว่าในอนาคตผมอยากจะมาอาศัยอยู่ที่นี่ และในปีเดียวกัน ผมได้ข่าวว่าที่ไทย 
จะมีการแข่งขันลีกอาชีพฟุตซอล แล้วพอเรียนจบ ผมก็เลยตัดสินใจมาเล่นฟุตซอลอาชีพที่เมืองไทย แต่พอมาคิดอะไร หลายๆอย่างแล้ว
การจะเอาเงินเดือนของนักกีฬามาใช้จ่ายประจำวันต่อไปก็คงจะลำบาก ก็เลยตัดสินใจลาออกแล้วเริ่ม
หางานอื่นทำด้วย โดยการขายเสื้อผ้าทางอินเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็ได้
เกิดอะไรหลายๆ อย่าง จนตอนนี้ได้เปิดร้านอยู่ที่ห้าง Terminal21 และก็ที่นี่เป็นร้านเสื้อผ้าร้านแรกของผมครับ

 

Q:ตอนที่ตัดสินใจที่จะทำ ปฏิกิริยาคนรอบข้างตอนนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ?

A:พ่อกับแม่นี่คัดค้านแน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะตอนแรกก็หางานทำที่ญี่ปุ่นปกตินั่นแหล่ะ เขาก็เลยไม่คิดว่าจะหนีไปอยู่
ต่างประเทศ แต่สำหรับตัวเองแล้ว ผมไม่มีลังเลเลยกับการตัดสินใจในครั้งนี้

 

Q:อยากให้คุณมาโนะช่วยเล่าเกี่ยวกับธุรกิจฟุตบอลให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ?

A:เริ่มทำธุรกิจด้านฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2013 ก็เริ่มมีการจัดการประสานงานหานักกีฬา
จากประเทศญี่ปุ่นมาลงทีมฟุตบอล, ฟุตซอลในเมืองไทย และก็จัดหาสถานที่ให้นักกีฬาได้โชว์ความสามารถให้ตัวแทนที่
เกี่ยวข้องกับทีมได้ชม เพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจ เลือกเข้าสู่ทีม แล้วก็มีการจัดหาตั๋วเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยว
ที่ต้องการชมการแข่งขันของทีมต่างๆ เมื่อลีกอาชีพจัดการแข่งขัน ในเรื่องของการประสานงานเพื่อโชว์ความสามารถ
ของนักกีฬานั้น เมื่อมีการนำเสนอนักกีฬาชาวญี่ปุ่นให้กับทีมฟุตบอล ก็พยายามทำให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ทั้งคู่
ทั้งตัวนักกีฬาชาวญี่ปุ่นและก็ทีมของไทยด้วย

 

Q:ธุรกิจทั้ง 2 อย่างแตกต่างกันค่อนข้างมากเลยนะคะ แล้วทั้ง 2 บริษัทมีพนักงานกี่คนหรือคะ?

A:ที่ร้านเสื้อผ้ากับธุรกิจด้านฟุตบอล ก็มีพนักงานที่ละ 3 คนครับ ทางด้านธุรกิจฟุตบอลนั่นคือค่อนข้างจะวางแผนงานต่างๆ
ง่ายหน่อยครับ เพราะช่วงเวลาแข่งขันจะมีตารางกำหนดมาอยู่แล้ว แต่ถ้ามีไปประเทศอื่นๆ อย่างลาว เวียดนาม หรือฮ่องกง
จะค่อนข้างยุ่งเลยครับ ถ้าในกรณีนั้นก็จะต้องทิ้งงานด้านเสื้อผ้าไปก่อน แต่ไม่ค่อยลำบากอะไรเท่าไหร่เพราะที่ร้านก็จะมี
ผู้จัดการคนไทยคอยจัดการงานด้านนี้ให้อยู่แล้ว

 

Q:แล้วกฎเกณฑ์การรับสมัครพนักงานเป็นอย่างไรบ้างคะ?

A:คิดว่าธุรกิจแตกต่างกัน การรับคนเข้าทำงานก็น่าจะต่างกันด้วย อยากให้ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ
การรับสมัครพนักงานมาทำร้านเสื้อผ้า ก่อนอื่นเลยจะดูว่ามีประสบการณ์ในการทำงานบริการลูกค้ามาก่อนหรือเปล่า 
แล้วก็ไม่มาสายในวันสัมภาษณ์ ไม่พูดโกหก ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องพื้นฐานนะครับ เพราะห้างสรรพสินค้ามีเวลาเปิดปิด 
ถ้าเปิดไม่ตรงตามเวลาห้างเปิดก็จะถูกปรับ เพราะฉะนั้นห้ามมาสายเลยเด็ดขาด ส่วนด้านธุรกิจฟุตบอลจะเน้นคนไทย
ที่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้เป็นสำคัญ เพราะต้องคอยดูแล สื่อสารกับนักกีฬาที่มาจากประเทศญี่ปุ่น แต่เอาจริงๆ แล้ว
ถ้าเราไม่ลองทำงานด้วย ก็จะไม่รู้เลยว่าแต่ละคนเป็นยังไง แค่การสัมภาษณ์ก็ตัดสินใครไม่ได้ ก็จะให้ลองทำงานด้วย
กันก่อน เป็นการทดสอบ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทำได้ ไม่มีใครลาออก

 

Q:สุดยอดเลยนะคะ คุณมาโนะมีวิธีจัดการอย่างไรคะ พนักงานถึงไม่ค่อยลาออกกัน?

A:เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงานที่ตั้งใจทำงาน ขยันขันแข็ง เวลาประเมิณก็จะมีแต่เพิ่มให้ เราจะไม่หัก
หรือลดลง แล้วถ้าเกิดเราเห็นว่าเขาตั้งใจ หรือว่าทำดีก็จะชื่นชมให้กำลังใจ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เขาตั้งใจพยายาม
ทำงานให้เรา มันก็เลยจะเห็นถึงจุดดีตรงนั้น แล้วก็คอยใส่ใจพนักงานในด้านการสื่อสาร โดยผมจะเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน
ในอนาคตก็อยากจะทำธุรกิจด้านอื่นๆ เพิ่มอีก และก็อยากจะเปิดรับสมัครพนักงานคนไทยเพิ่มอีกครับ

 

Q:สุดท้ายนี้ อยากให้ฝากอะไรถึงคนไทยหลายๆ คนที่กำลังอ่านอยู่หน่อยค่ะ

A:เราควรจะคิดตั้งคำถามให้ตัวเองก่อนว่า เราจะทำงานไปเพื่ออะไร? ถ้าทำงานเพราะอยากจะช่วยเหลือจุนเจีอครอบครัว
หรือมีของที่อยากจะได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ ควรตั้งเป้าหมายไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า ดีกว่าทำงานไปวันๆ โดยไม่
มีเป้าหมายชีวิตอะไรเลย ผมคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดก็คือสามารถการทำงานต่อไปเรื่อยๆโดยไม่ขี้เกียจครับ

Pocket
Bookmark this on Google Bookmarks